แชร์

เชื้อราที่เล็บ: ปัญหาที่มากกว่าความไม่สวย และวิธีการดูแลรักษา

22 ผู้เข้าชม

โรคเชื้อราที่เล็บ (Nail Fungus หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Tinea Unguium หรือ Onychomycosis) เป็นโรคติดเชื้อราที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีเล็บเท้าเปราะหนา มีเหงื่อออกง่าย หรือใส่รองเท้าอับชื้นเป็นเวลานาน แม้จะดูเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยทางด้านความงาม แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เล็บผิดรูป ถาวร หรือแพร่กระจายไปยังเล็บอื่นได้

ลักษณะของเชื้อราที่เล็บ

เชื้อราที่เล็บสามารถเกิดได้ทั้งเล็บมือและเล็บเท้า โดยลักษณะที่สังเกตได้ ได้แก่:

  • เล็บหนาขึ้น สีเหลือง น้ำตาล หรือขาวขุ่น
  • ผิวเล็บเปราะ แตกหักง่าย หรือแยกออกจากเนื้อเล็บ
  • มีกลิ่นเหม็นอับหรือกลิ่นเชื้อรา
  • อาจมีอาการคันหรือระคายเคืองรอบเล็บ

เชื้อราที่เล็บเกิดจากอะไร?

เชื้อราที่เล็บส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes เช่น Trichophyton rubrum หรือ Trichophyton mentagrophytes บางรายอาจติดเชื้อราในกลุ่ม Candida หรือราอื่นร่วมด้วย ซึ่งมักมีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้:

  • ใส่รองเท้าอับชื้นตลอดวัน
  • เหงื่อออกมากที่เท้า
  • มีบาดแผลเล็ก ๆ รอบเล็บ
  • เป็นโรคเบาหวาน หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • เคยเป็นกลากที่เท้า (Tinea Pedis) มาก่อน

ทำไมโรคเชื้อราที่เล็บจึงต้องรักษาอย่างจริงจัง?

  • ติดต่อกันได้ง่าย : จากเล็บหนึ่งไปยังอีกเล็บ หรือสู่ผู้อื่น
  • เล็บผิดรูปถาวร : ถ้าไม่รักษา เล็บอาจเสียหายถาวร
  • คุณภาพชีวิตลดลง : ความมั่นใจ บุคลิกภาพ และการเข้าสังคมได้รับผลกระทบ

วิธีรักษาเชื้อราที่เล็บ

การรักษาเชื้อราที่เล็บต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากเล็บงอกช้าและยาเข้าถึงบริเวณเชื้อราได้ยาก การรักษาที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่

1. ยาใช้ภายนอกฆ่าเชื้อรา (Topical Antifungal Agents)

เหมาะสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อระดับเล็กน้อยหรือเฉพาะบริเวณเล็บส่วนปลาย มีทั้งรูปแบบครีม หรือสเปรย์ที่ใช้งานได้สะดวกเข้าถึงง่าย

2. ยารับประทาน (Oral Antifungal Drugs)

เป็นวิธีการรักษาหลักในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรงหลายเล็บ หรือมีเล็บหนาผิดรูปมาก

ข้อควรระวัง:

  • ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • มีโอกาสกระทบตับหรือมีปฏิกิริยากับยาอื่น
  • มักใช้ระยะเวลา 6–12 สัปดาห์ แต่เล็บจะกลับมาปกติเมื่อเล็บงอกใหม่ครบ ซึ่งอาจใช้เวลา 6–12 เดือน

3. การรักษาร่วมด้วยวิธีอื่น

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ร่วมกับยาทาหรือยารับประทาน ได้แก่

  • การขัด/กรอเล็บ (Debridement)
     ลดความหนาของเล็บเพื่อลดปริมาณเชื้อราและช่วยให้ยาทาซึมได้ดีขึ้น
  • เลเซอร์รักษาเชื้อราเล็บ
     ใช้แสงเลเซอร์ทำลายเชื้อรา เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยารับประทานได้ (ผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละราย)
  • การถอดเล็บในกรณีรุนแรง
     ใช้เมื่อเล็บเสียหายมาก เจ็บ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น

ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

  • รักษาความแห้งและความสะอาดของเท้าอยู่เสมอ
  • เปลี่ยนถุงเท้าและรองเท้าเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะ เช่น ห้องน้ำ ฟิตเนส
  • ใช้อุปกรณ์ตัดเล็บส่วนตัว

โรคเชื้อราที่เล็บอาจดูเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่สามารถส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพเล็บและภาพลักษณ์ของคุณได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมและรักษาความสะอาด จะสามารถควบคุมและรักษาเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และเสริมความมั่นใจให้คุณในทุกย่างก้าว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1302

https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/fungal-nail-infection

https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/december-2023/onychomycosis

https://www.mahachai2.com/health-tip_detail_all.php?ID=130

https://hdmall.co.th/blog/c/nail-fungus/


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy